เวที สรพ. เปิดการศึกษา “ 5 ฉากทัศน์” ระบบสุขภาพไทยอีก 10 ปี
เวที สรพ. เปิดการศึกษา “ 5 ฉากทัศน์” ระบบสุขภาพไทยอีก 10 ปี เผย 6 ปัจจัยขับเคลื่อนไปถึงฉากทัศน์ที่ 5 ดีที่สุด ขณะที่มุมมองจาก “กมธ.การสาธารณสุข” เชื่อเราไปถึงได้ แต่ต้องแก้ปัญหา”ขาดแคลนบุคลากร” ก่อน ส่วน “นพ.สมศักดิ์” อยากเห็นฉากทัศน์ที่ 6 มากกว่าเชื่อมั่น ต้องไว้ใจ ด้าน “นพ.บวรศม” ชี้ไทยมีความหลากหลาย อาจมีหลายฉากทัศน์ในประเทศเดียว
เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ที่อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) หรือ สรพ. จัดงานประชุมวิชาการประจำปี HA National Forum ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 10-13 มี.ค.2569 ภายในงานมีประเด็นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ การเสวนา “ภาพอนาคตคุณภาพและความปลอดภัยของระบบบริการสุขภาพไทยเพื่อความยั่งยืน”
โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นักอนาคตศาสตร์ ของศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา Future Tales Lab by MQDC กล่าวสรุปใจความสำคัญการศึกษาระบบสุขภาพไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่า ปัญหาระบบสุขภาพที่พบมาก และได้ยินบ่อย คือ บุคลากรขาดแคลน ภาวะหมดไฟ มีระบบรองรับไม่เพียงพอ ผู้รับบริการ ทำความเข้าใจตื่นรู้เรื่องระบบสุขภาพอย่างไม่เท่าเทียม การเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ครอบคลุมทั่วทั้งหมด ยังมีบางกลุ่มประสบปัญหาการเข้าถึง เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ คนไข้บางรายเชื่อ AI ค้นหาในอินเตอร์เน็ต เชื่อมากกว่าแพทย์ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
สิ่งเหล่านี้เราวิเคราะห์ทั้งปัญหา และเทรนด์ที่จะเกิดในอนาคต โดยสรุปเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ 6 เรื่องหลัก หากปัจจัยเหล่านี้ไปในทางที่ดี ระบบสุขภาพจะไปในทางที่ดี คือ 1.การยกระดับสมรรถนะบุคลากร และพัฒนาทักษะใหม่ เป็นหัวใจของความยั่งยืนของระบบสุขภาพ 2.การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อความปลอดภัย เราพูดบิ๊กดาต้า ก็ต้องคิดถึงความปลอดภัยด้วย ขณะเดียวกันการเชื่อมโยง และการเข้าถึงยังเป็นประเด็นหลักของไทย 3.มาตรฐานการประเมินและรับรองคุณภาพ 4.ความเสมอภาพ และการเข้าถึงการบริการ จะทำอย่างไรเพื่อลดช่องว่าง ไม่ทิ้งใครข้างหลัง 5.การกำกับดูแลเชิงคุณธรรม ความไว้วางใจในระบบ เมื่อมีการใช้เทคโนลีเข้ามาจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เทคโนโลยีนี้จะมีการใช้งานอย่างมีจริยธรรม และ6.การสร้างความเข้าใจและรับผิดชอบร่วมกัน ควบคู่การจัดสรรทรัพยากร ต้องดูในแง่ผลลัพธ์ที่ได้
“ทีมวิจัยวิเคราะห์จุดเปลี่ยนของระบบสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่า ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดจะเป็นไปได้ถึงไหน และแย่ที่สุดจะเป็นอย่างไร มีทั้งหมด 5 ฉากทัศน์ ” ดร.การดี กล่าว
ฉากทัศน์ที่ 1 เงาแห่งความไม่ไว้วางใจ อยู่ในระบบล้มเหลว บุคลากรเป็นหัวใจสำคัญ ยังขาดแรงจูงใจ ขาดระบบฝึกอบรมที่ดีมากเพียงพอ ทำให้ความเหลื่มล้ำเชิงพื้นที่มากขึ้น ขาดการสนับสนุน เป็นงานเอกสารเยอะ ข้อมูลมีแต่แค่เก็บข้อมูล ไม่ทำให้เกิดคุณภาพ เป็นการเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ เรียกว่า งานหนัก แต่ไม่ได้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น
สิ่งที่เห็นจากฉากทัศน์นี้ หากคนเลือกได้ จะใช้บริการเอกชน ทำให้ช่องว่างมาตรฐานกว้างมากขึ้น มีแพลตฟอร์มการรีวิว โรงพยาบาลแพร่หลายขึ้น ภาพลักษณ์ภาพรวมแย่ลง ระบบรับรองคุณภาพมองแค่ปลายทางว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ไม่มองถึงกระบวนการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
ฉากทัศน์ที่ 2 เสียงแห่งความพยายาม แม้ความพยายามจะเกิดขึ้น คนเริ่มเห็นทางว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการเติบโตมีข้อจำกัด ทั้งเชิงโครงสร้างและทรัพยากร เครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างโรงพยาบาลเริ่มเกิดขึ้น แต่บางพื้นที่ มีการเปิดกว้างการพัฒนาให้เห็นผลลัพธ์เชิงคุณภาพมากขึ้น แต่วงจำกัด
สิ่งที่เห็นจากฉากทัศน์นี้ ทุก โรงพยาบาลทุกการทำงานมีการใช้แดชบอร์ดในการทำงาน แต่ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลเกิดแค่บางเขตที่มีความสามารถในการเก็บข้อมูล ผู้บริหารเริ่มเข้าใจว่าการรับรองคุณภาพ ปลายทางคือการพัฒนา แต่กระบวนการภายในยังเกิดแรงต้านเรื่องการเปลี่ยนแปลง
ฉากทัศน์ที่ 3 เริ่มเห็นการพัฒนามาขึ้น มีการพัฒนาต่อเนื่อง ระบบสุขภาพที่อยู่มีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วม เพื่อทำให้เกิดแนวคิดว่า จะสร้างองค์กรสร้างพื้นที่ ให้คนสามารถพูดคุยปัญหา โดยไม่กลัวการถูกลงโทษ มีความเข้าใจว่า การปรับปรุงถือเป็นของขวัญที่ดี หน่วยงานกำกับเริ่มใช้ข้อมูลมาพัฒนามากขึ้นเพื่อเชิงป้องกัน และเริ่มมีมาตรฐานร่วมกัน
สิ่งที่เห็นจากฉากทัศน์นี้ ระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มากกว่าความรู้สึก เริ่มมีวัฒนธรรมเรียนรู้บุคลากรเหนื่อยล้าแต่ภูมิใจในอาชีพ เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลง สามารถทำงานที่ตอบโจทย์ความหวังของอาชีพ
ฉากทัศน์ที่ 4 แสงแห่งความร่วมมือ มีระบบที่เชื่อว่า คุณภาพไม่ได้อยู่แค่ระบบเอกสารเท่านั้น คุณภาพที่ดีมาจากความสัมพันธ์ของระบบ การเชื่อมโยงของข้อมูล การต่อยอด การทำงานแบบบูรณาการ ไม่แยกส่วน เน้นความเชื่อมโยงแนวดิ่ง และแนวขวาง เพื่อประโยชน์ผู้รับบริการอย่างดีที่สุด
สิ่งที่เห็นจากฉากทัศน์นี้ มีการใช้ประโยชน์ระบบข้อมูลกลางอย่างสมบูรรณ์ มีการเปิด หรือ Open Quality Platform เพื่อให้โรงพยาบาลต่างเขตร่วมเรียนรู้กระบวนการอย่างต่อเนื่อง และร่วมประเมินหาทางออกและเรียนรู้สำคัญๆ ระหว่างกลุ่มองค์กร ฉากทัศน์นี้เน้นภาพที่เกิดขึ้นอย่างดีในแง่ความร่วมมือของระบบ
ฉากทัศน์ที่ 5 ที่สุดของความเชื่อมั่น อันนี้คือระบบสุขภาพในฝัน ที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นเป็นแกนกลาง คุณภาพความปลอดภัยเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่ทำร่วมกันในระบบ การสร้างความเชื่อมั่นเกิดจากการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี และมนุษยศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์
สิ่งที่เห็นจากฉากทัศน์นี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นเป็นเกราะที่ดี การรับผิดชอบร่วม ไม่ใช่แต่รอการตรวจสอบหน่วยงานภายนอก สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อเนื่องไปสู่ความเชื่อมั่นของประเทศ
*มุมมอง 5 ฉากทัศน์กับระบบสุขภาพไทย
นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติคุณ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวถึงแนวโน้มไทยจะอยู่ในฉากทัศน์ใด ว่า เรามีต้นทุน จึงมีโอกาส เพราะเราเรียนรู้มาแล้ว ดังนั้น สามารถไปถึงฉากทัศน์ที่ 5 ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ แต่ต้องแก้ปัญหาขณะนี้ คือ คน อย่าง เดือนเมษายนมีประเด็นหมอลาออก เกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปีที่ 1-3 จะลาออก ทำให้อาจไม่ถึงฉากทัศน์ที่ 5
“สัดส่วนหมอในกทม. อยู่ที่ 1 ต่อ 400 ค่าเฉลี่ยไทยตอนนี้ คือ 1 ต่อ 1.5 พันคน แต่ถ้าจังหวัดบึงกาฬ และ แม่ฮ่องสอนจะมีสัดส่วนแพทย์ 1 ต่อ 5 พันคน จะทำอย่างไรในการแก้ปัญหาตรงนี้ หากแก้ไม่ได้ ปัญหา Burnout ลาออกก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ” นพ.ประพนธ์กล่าว
ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผอ.รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันเราอยู่ฉากทัศน์ที่ 4 มีความร่วมมือกัน แต่จับมือไม่มั่น คิดว่า 10 ปีข้างหน้า ถ้าเริ่มจากตอนนี้ อยากเห็นฉากทัศน์ที่ 6 ไม่ใช่แค่เชื่อมั่น แต่ต้องไว้ใจ เพราะสิ่งที่ตนทำมาตลอด เราจะออกแบบระบบให้เหมือนเรารักษาพ่อแม่เรา ดังนั้น หากรักษาพ่อแม่อย่างไร ก็จะออกแบบระบบให้ได้แบบนั้น นี่คือฉากทัศน์ที่ 6 ต้องอยู่ที่ความไว้ใจ ตอนนี้ต้องหาความสมดุลให้ได้ ระหว่างคุณภาพมาตรฐาน ทรัพยากร คุณภาพชีวิต และที่สำคัญ ความสุขที่แท้จริงของเราคืออะไร
“ความสุขของคนทำงาน คือ การรักษาให้คนไข้ได้หายดี หรือเจ็บป่วยน้อยลง เห็นรอยยิ้มคนไข้ และญาติ ผมคิดว่านี่เป็นไทยแลนด์โมเดล คือ ใช้ความเป็นไทยเป็นตัวนำ เรามีหัวใจความเป็นมนุษย์ ทุกคนมีอยู่แล้ว เราต้องออกแบบระบบสุขภาพแบบพอเพียง ไม่ใช่เอาแต่มาตรฐานสากล ต้องบูรณาการ ใช้คำว่า Local to Global นำไทยสู่ระดับสากล หากต้องการให้เรา และคนไข้มีความสุข ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีเหมือนอดีต ไม่มีการร้องเรียน ฟ้องร้อง ถึงจะยั่งยืน” นพ.สมศักดิ์ กล่าว
นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำ เช่น จัดการการเงินการคลังที่ดี พัฒนาระบบความปลอดภัย เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูมิ Primary Care ขับเคลื่อนนโยบายและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย กำลังคนต้องเพียงพอ และลด KPI ปรับลดพิธีกรรมต่างๆ ส่วนการร่วมจ่าย ต้องทำแต่ต้องสมดุล คือ จ่ายเมื่อไหว กลุ่มเปราะบางไม่ต้องจ่าย แต่ถ้ารวมชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ๆต่อจากนี้ อยากให้เหมือนกันทุกกองทุน จะได้เกิดความเท่าเทียมและยุติธรรมเกิดขึ้น
รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ นักวิจัยระบบสุขภาพ และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายมาก กล่าวคือ ฉากทัศน์มีความแตกต่าง เพราะไทยมีความหลากหลาย รวมทั้งความเหลื่อมล้ำ เราไม่ได้มีระบบเดียว จึงเชื่อว่าความเป็นจริงอาจนำไปสู่การมีหลายฉากทัศน์ในประเทศเดียว ฉากทัศน์ที่แสดงความไม่เป็นธรรมอาจเด่นชัดขึ้น หากไม่ทำอะไรในตอนนี้ ซึ่งอาจอยู่ในฉากทัศน์ที่ 1 ก็ได้
คน เงิน ของ เป็นตัวกำหนดเกือบทุกอย่าง และตัวมาตรฐานเป็นตัวช่วยระหว่าง คน เงิน ของ ซึ่งแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ อยากชวนคุยว่า ความพยายามของคนทำงาน กับ คน เงิน ของที่เรามี น่าจะแพ้ระบบภาพใหญ่ อย่างผู้สูงอายุมากขึ้น โรคเพิ่มขึ้น โรคเรื้อรังสูง ภาระงานเพิ่ม การดูแลโรคใหม่ๆจะมากขึ้นจากการรักษาโรคเดิมๆ โรงพยาบาลจะแบกรับไม่อยู่ กรณี สรพ.ที่ให้การรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ควรขยายการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลแบบใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ระบาดวิทยาใหม่ๆของประเทศไทย เช่น Long Term Care เป็นต้น ควรมีมาตรฐานอีกแบบหนึ่ง “หากยังมีขั้นต่ำอยู่ในระบบใหญ่ เกรงว่าฉากทัศน์ที่ 1 อาจโดดเด่นขึ้นมา”
พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. กล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรฐานของ สรพ.เป็นของไทย แต่อยู่ในกรอบสากล จริงๆหลักคิดบางอย่างที่สากลกำหนด คือ ความคิดของคนทั่วโลก หลายเรื่องที่เราคิด คิดว่าคิดแบบไทยๆ แต่ไปตรงกับสากล ดังนั้น อะไรที่ทำแล้วส่งมอบระบบให้มีคุณภาพและความปลอดภัยต้องช่วยกันทำ ซึ่งจะไปฉากทัศน์ไหนนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่จุดเปลี่ยนของการเรียนรู้ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ไปฉากทัศน์ไหนไม่ได้









No comments:
Post a Comment