เปิดผลวิจัยพบผู้บริโภคชาวไทยสนใจ“ผลกระทบทางสังคม”มากที่สุด - Thailand Times

Breaking

Home Top Ad


Post Top Ad

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เปิดผลวิจัยพบผู้บริโภคชาวไทยสนใจ“ผลกระทบทางสังคม”มากที่สุด

ผลการศึกษาวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่พบว่าผู้บริโภคชาวไทยกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคของตนเองมากที่สุด เทรนด์รักสุขภาพและข้อเรียกร้องให้ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใส่ใจต่อสวัสดิภาพสัตว์ให้มากยิ่งขึ้นกำลังเป็น กระแสที่ถูกจับตามองในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 

สถาบันวิจัยเดอะควอลทริคส์ เอ็กส์เอ็ม อินสติทิว (the Qualtrics XM Institute) เปิดเผยผลวิจัยที่ได้วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 และได้ข้อสรุปว่าวิถีทางในการจับจ่ายใช้สอย วิธีการคัดสรรสิ่งที่จะเลือกซื้อ และประสบการณ์ที่ผู้คนคาดหวังจากผู้ผลิตสินค้าได้เปลี่ยนไปแล้วโดยถาวร โดยในกลุ่มประเทศที่ถูกสำรวจทั้งหมดพบว่าผู้บริโภคจากประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็นผู้บริโภคที่สนใจต่อ “ผลกระทบทางสังคม” มากที่สุด โดย 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเลือกที่ จะซื้อผลิตภัณฑ์จาก “บริษัทที่มีนโยบายตอบแทนคืนกลับสังคม” เป็นลำดับแรก


โดยงานวิจัยสองชิ้นยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมใหม่ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังมาแรงอีกประการหนึ่ง ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตวิถีใหม่ที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้นกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ประเมินผลกระทบของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในภาคอุตสาหกรรมอาหารไทยและเน้นย้ำว่าวิกฤตโรคระบาดได้ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาตอบรับเทรนด์แนวโน้มการใช้ชีวิตแบบใส่ใจสุขภาพ


คุณพิชามญชุ์ ธมะสุข ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารของ ซิเนอร์เจีย แอนิมอล (Sinergia Animal) กล่าวว่า  ผู้บริโภคออกมาเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ แสดงความชัดเจนและเปิดเผยถึงวิธีการผลิตสินค้าของตนเองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะผู้คนตระหนักดีว่าอาหารมีบทบาทสำคัญและส่งผลต่อสุขภาพของเขาอย่างไรบ้าง  อธิบาย ไม่เพียงแค่นั้นผู้คนกำลังสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่พวกเขาบริโภคและผลกระทบที่เกิดต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของส่วนรวม ดังนั้นแนวโน้มที่ผู้บริโภคจำนวนมากจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าโดยดูจากข้อมูลที่เปิดเผยจะเพิ่มมากขึ้น บริษัทต่างๆ ก็สังเกตเห็นถึงข้อเรียกร้องนี้และตอบรับได้อย่างรวดเร็ว”

องค์กรพัฒนาเอกชนยกตัวอย่างของ ไมเนอร์ฟู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และดำเนินธุรกิจใน 27 ประเทศโดยมีเชนร้านอาหารมากกว่า 2,300 แห่งทั่วโลก ไมเนอร์ฟู้ดเป็นเจ้าของและผู้บริหารแบรนด์ดังระดับอินเตอร์มากมาย อาทิ เดอะพิซซ่าคอมปะนี ซิสเล่อร์ สเวนเซ่น แดรี่ควีน และคอฟฟี่คลับ เป็นต้น บริษัทได้ประกาศเจตนารมย์ที่จะเลือกซื้อไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงไก่ปลอดกรงเป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารในทั่วทุกสาขาของบริษัทภายในปี 2570 


คุณพิชามญชุ์ ยังได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมจากฝ่ายธุรกิจค้าปลีก เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ซึ่งเป็นเชนซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและมีสาขามากถึง 244 แห่ง เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทมีนโยบายที่จะเพิ่มสัดส่วนการวางขายไข่ไก่ที่มาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ปลอดกรงขึ้นเป็น 50% ในทุกสาขาทั่วประเทศ โดยเชนธุรกิจดำเนินงานภายใต้ 6 แบรนด์ ได้แก่ เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ท้อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ ซุปเปอร์คุ้ม ท้อปส์เดลี่ และอีทไทย และย้อนไปในปี 2562 เทสโก้ โลตัส คือห้างค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครายแรกในประเทศไทยที่ประกาศแผนการทยอยเปลี่ยนไปสู่การวางขายไข่ไก่ปลอดกรง 100% ให้ได้ภายในปี 2571

นอกจากนี้ผลศึกษาวิจัยสำคัญหลายชิ้นในสหภาพยุโรป เผยให้เห็นว่าในฟาร์มเลี้ยงแบบกรงตับนั้นมีความเสี่ยงของ การปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella) สูงกว่าฟาร์มปลอดกรงอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกมีเชื้อซาลโมเนลล่าที่แพร่กระจายมากที่สุดชนิดหนึ่งที่คาดว่าก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในคนกว่า 93.8 ล้านราย และทำให้ผู้คนเสียชีวิตถึง 155,000 รายทั่วโลกในแต่ละปี ซึ่งราว 85% คาดว่าจะได้รับเชื้อผ่านทางการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อน


“การเปลี่ยนไปบริโภคไข่จากแม่ไก่ที่ไม่เลี้ยงในกรงตับก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ เนื่องจากกรงตับถือเป็นระบบหนึ่งที่โหดร้ายทารุณที่สุดต่อสัตว์ภาพจากฟาร์มของไทย แสดงให้เห็นว่า ในระบบนี้แม่ไก่ใช้เวลาแทบทั้งชีวิตในพื้นที่ขนาดเล็กกว่ากระดาษขนาด A4 ทำให้พวกมันไม่สามารถเดินเหินได้อย่างอิสระ หรือกางปีกออกได้ไม่สุด และเนื่องจากกรงแน่นเกินไปทำให้ “ลำตัว” ของแม่ไก่ต้องครูดกับกรงที่เป็นลวดโลหะอยู่ตลอดเวลา ทำให้ขนของพวกมันหลุดร่วง นอกจากนี้การไม่ค่อยได้ขยับร่างกายทำให้พวกมันเจ็บปวด จากอาการกระดูกร้าวและโรคกระดูกพรุนต่าง ๆ ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แบบปลอดกรงสามารถลดความทุกข์ทรมานของแม่ไก่ได้อย่างมาก” คุณพิชามญชุ์ กล่าว


ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก ได้ประกาศนโยบายที่จะเลือกใช้เฉพาะไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรงในระบบซัพพลายเชนของพวกเขาเท่านั้น ตัวอย่างเช่นบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง อาทิโซเด็กซ์โซ่ คอมพาส กรุ๊ป เนสท์เล่ และ ยูนิลิเวอร์ต่างก็แสดงเจตนารมณ์ที่จะระงับการสั่งซื้อไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงที่ใช้กรงตับทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย


นอกจากนี้องค์กรยังแนะนำให้ผู้ที่สนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยเน้นอาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสัตว์ร่วมโลก ให้มาสมัครเข้าร่วมโครงการทดลองอาหารวีแกนthaichallenge22.org “ผู้เข้าร่วมจะได้รับเคล็ดลับการทานอาหารประจำวัน สูตรอาหาร และคำแนะนำจากนักโภชนาการในการเริ่มต้น ทานอาหารไร้เนื้อสัตว์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad


Pages