กลุ่มธุรกิจ​ท่องเที่ยว-เจ้าของโรงแรมฯ ร่วมกับชมรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าเขาค้อ รวมตัวเดินหน้ารักษาพื้นที่ป่า เรื่องผ่อนปรนรีสอร์ทในเขตป่าสงวน เดินหน้าหาความจริง ถามผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์หลายครั้งไม่มีความคืบหน้า - Thailand Times

Breaking

Home Top Ad


Post Top Ad

Wednesday, September 30, 2020

กลุ่มธุรกิจ​ท่องเที่ยว-เจ้าของโรงแรมฯ ร่วมกับชมรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าเขาค้อ รวมตัวเดินหน้ารักษาพื้นที่ป่า เรื่องผ่อนปรนรีสอร์ทในเขตป่าสงวน เดินหน้าหาความจริง ถามผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์หลายครั้งไม่มีความคืบหน้า

กลุ่มธุรกิจ​ท่องเที่ยว-เจ้าของโรงแรมฯ ร่วมกับชมรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าเขาค้อ รวมตัวเดินหน้ารักษาพื้นที่ป่า  เดินหน้าหาความจริงเรื่องผ่อนปรนรีสอร์ทในเขตป่าสงวน ทั้งที่มีการฟ้องศาลดำเนินคดี ถูกศาลลงโทษและถูกปรับรายวันยังเปิดกิจการ ทำเรื่องถามผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์หลายครั้งไม่มีความคืบหน้า ทั้งๆ ที่รีสอร์ทโรงแรมที่ผิดกฎหมายอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน และยังมีเรื่องของการบิดเบือนคำสั่งคสช.ที่ 6/62 ซึ่งเราคนไทยต้องช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่ป่า สร้างพื้นที่ป่าให้มากที่สุดทั่วประเทศไม่ว่าจะที่ไหน แต่ที่เขาค้อตอนนี้จะเอาพื้นที่ป่าขอเป็นพื้นที่ราชพัสดุ ด้วยเหตุผลที่ต้องการเอาไปให้กลุ่มทุน ทั้งๆ ที่กรมป่าไม้เปิดโอกาสให้เฉพาะคนในพื้นที่ที่เป็นชาติพันธุ์ที่อยู่มาก่อนและ รอส. ได้เพียง 595 รายเท่านั้น  เรียกร้องมากว่า 15 ปี จะไม่ยอมถอดใจเดินหน้าอนุรักษ์พื้นป่ารอยต่อเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลยไปให้ถึงที่สุด 

นายประสม ประคูณสุขใจ แกนนำชมรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าเขาค้อและเป็นเจ้าของเมาเทนพาร์ค-สวิสเซอร์แลนด์รีสอร์ท เผยถึงการเดินหน้าหาความจริงเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่อนปรนให้รีสอร์ทในเขตป่าสงวนเขาค้อ ที่ตนเองได้เรียกร้องหน่วยงานรัฐ และก็ถามไปทางจังหวัด โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์คนปัจจุบันถึงเรื่องโรงแรมรีสอร์ทเถื่อนที่ผิดกฎหมายก่อสร้างอยู่ในเขตป่า ทั้งๆ ที่คำสั่ง คสช.ที่ 6/62 ให้โรงแรม รีสอร์ทผิดกฏหมายต้องถูกดำเนินคดี แต่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ยังผ่อนปรนให้โรงแรมก่อสร้างในพื้นที่ป่าผิดกฎหมาย เปิดทำธุรกิจได้ตามปกติ ซึ่งตนเองได้เคยแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไปหลายสิบคดีแล้ว และศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับเจ้าของรีสอร์ท แต่รับสารภาพโทษจำคุกศาลจึงให้รอลงอาญา และถูกปรับ 10,000บาท และปรับเป็นรายวันอีกถ้ายังเปิดกิจการอยู่ ซี่งเจตนาของคำสั่ง คสช. ฉบับนี้มีเจตนาผ่อนปรนให้เฉพาะโรงแรมรีสอร์ทที่ก่อสร้างอาคารในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น พร้อมเปิดโอกาสให้เจ้าของโรงแรมต้องมาทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าเป็นเรื่องตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. โรงแรม ภายใน 2 ปี  ส่วนโรงแรมรีสอร์ทที่ก่อสร้างในพื้นที่ป่าหรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ได้รับการผ่อนปรนหรือคุ้มครองตามคำสั่งฉบับนี้ 

นายประสม ประคูณสุขใจ แกนนำชมรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าเขาค้อ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเองร้องเรียนเรื่องนี้มาตลอดเวลา เพราะเขาค้อเป็นป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติที่มีเขตรอยต่อพื้นที่ถึงสามจังหวัด ถือเป็นปอดของประเทศไทยในพื้นที่หลายล้านไร่จะต้องไม่ถูกทำลายหรือใช้พื้นที่ไปทำธุรกิจ และสร้างความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ควรให้พ่อค้านายทุนเข้ามาทำผิดรุกพื้นที่ป่า ถ้าเรามองเพื่อการท่องเที่ยวในป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ  ก็ไม่จำเป็นต้องมีที่พักบริการนักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ป่าและทำลายสิ่งแวดล้อม  เพราะในต่างประเทศทั่วโลกพื้นที่ป่าอุทยานฯ เขาจะมีเพียงที่พักของเจ้าหน้าที่มีไว้เพื่อดูแลพิทักษ์ป่าเท่านั้น เขาไม่เปิดให้พ่อค้านายทุนเข้าไปรุกพื้นที่ป่าทำธุรกิจ พื้นที่เปิดโรงแรมถูกต้องตามกฏหมายมีทั่วไป ทำไมมาเลือกพื้นที่ป่าที่เป็นทรัพยากรของคนทั้งชาติ ตนเคยถามผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ถึงความไม่ชัดเจนกับการจัดการปัญหารีสอร์ทโรงแรมผิดกฎหมาย มักจะอ้างคำสั่งดังกล่าว แต่ไม่กล้ายืนยันถึงความถูกต้องให้ชัดเจน  และมีประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นมาอีกคือ จะใช้วิธีขอเปลี่ยนพื้นที่ป่าสงวนให้เป็นที่ราชพัสดุ กรมป่าไม้เขาก็ไม่ยินยอมในเรื่องนี้  ซึ่งตนเองเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ควรจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องและพูดให้ชัดๆ ก่อนที่จะเกษียณในสิ้นเดือนนี้  อย่าหลอกพ่อค้านายทุนโดยใช้ "ปัญหาเพื่อผลประโยชน์ตน" เลย

"แกนนำชมรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าเขาค้อ กล่าวตอนท้ายว่า "กฎหมายไม่มีข้อยกเว้น" ีและตนไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเอาผิดตามกฎหมาย คงต้องเป็นความร่วมมือของพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศออกมาแสดงบทบาทร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อรณรงค์ช่วยกันอนุรักษ์ดูแลรักษาพิทักษ์ผืนป่าไว้ให้เป็นปอดของลูกหลานชาวไทยตลอดไป” รักษาไว้ให้ได้มากที่สุด

อนึ่ง นักวิชาการและนักกฎหมายของสถาบันเครือข่ข่าย​ไทย​สร้างสรรค์​ เตรียม​ลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูล​พร้อมเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลที่เป็นวิทยากรของสถาบันฯ ไปพร้อมกันเพื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ 


No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad


Pages