สมาคมเพศวิถีฯ เปิดโมเดล 5 จังหวัดนำร่อง ช่วยพ่อแม่วัยรุ่นได้รับการดูแลเหมาะสม จี้รัฐรับไม้ต่อ ปลดล็อกคอขวดกฎหมาย – ชงปฏิรูปสิทธิประกันสังคมดูแลหญิงตั้งครรภ์
นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยข้อค้นพบจากการทำงานของโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นและครอบครัว จาก 5 จังหวัดพื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น พะเยา เชียงราย และนครศรีธรรมราช พบว่า วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับปัญหาซับซ้อนหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพจิต ความเปราะบางในครอบครัว ความรุนแรง ตลอดจนการถูกตีตราและกดดันจากค่านิยมในสังคม
ที่น่าสนใจ คือ ความกังวลสูงสุดของเด็ก เมื่อรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ ไม่ใช่ความกลัวหมอ แต่คือ ความกลัวไม่มีเงิน กลัวเลี้ยงลูกไม่เป็น และกลัวถูกสังคมประณาม ส่งผลให้หลายรายเข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์ล่าช้า ขณะที่ในมิติเศรษฐกิจและการศึกษา พบว่า พ่อแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักเลือกการหางานทำเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
นอกจากนี้ การปฏิบัติงานในพื้นที่ยังแสดงให้เห็นว่า คนในชุมชนคือกลไกสำคัญที่สุดในการค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือได้ทันที เพราะมีความใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจ แต่หากหน่วยงานรัฐที่มีภารกิจโดยตรงเข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อน จะช่วยให้พ่อแม่วัยรุ่นเข้าถึงระบบสวัสดิการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบบริการและเครือข่ายการทำงานในพื้นที่ให้เข้มแข็งยั่งยืน
"โจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศตอนนี้คือ เรามีแต่ตัวเลขทางสถิติว่าเด็กอายุต่ำกว่า 19 ปี คลอดกี่คน แต่เราไม่เคยเห็น 'ตัวเป็นๆ' ของเขาอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาเรามักเอาโจทย์ของหน่วยงานไปตั้งว่า ทำอย่างไรเด็กจะยอมกลับไปเรียนหนังสือ หรือทำอย่างไรไม่ให้ท้องซ้ำ แต่นโยบายไม่เคยฟังเสียงจริง ๆ ว่าชีวิตเขาต้องการอะไร ในความเป็นจริง เรื่องปากท้องและการเอาชีวิตรอดกลายเป็นสิ่งแรกที่พวกเขาต้องเลือก ดังนั้น การออกแบบระบบช่วยเหลือจึงต้องตั้งต้นจากความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่ความคิดแทนประเทศไทยลงทุนกับแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลเยอะ แต่ไม่เคยลงทุนกับ 'คนเห็นคน' สิ่งสำคัญจึงเป็นการคืนความเชื่อมั่น เพิ่มทักษะปรับทัศนคติเชิงบวกของคนทำงานในระบบบริการ และดึงชุมชนมาร่วมจัดการปัญหา ไม่ใช่โยนภาระให้เขา" นางสาวจิตติมา กล่าว
สำหรับรูปแบบการทำงานเชิงรุกกับพ่อแม่วัยรุ่นใน 5 พื้นที่นำร่อง ซึ่งได้ร่วมกันสำรวจความต้องการของพ่อแม่วัยรุ่นกว่า 200 ราย ผ่านการสำรวจต้นทุนเดิม และออกแบบการทำงานด้วยทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
จังหวัดเชียงราย: นำกลไกบูรณาการฐานข้อมูลระดับจังหวัดลงสู่ระดับอำเภอ
จังหวัดพะเยา: ใช้กลไกระดับตำบลเชื่อมต่อกับหน่วยบริการระดับอำเภอและจังหวัด
จังหวัดขอนแก่น: ใช้ระบบจัดการรายกรณี (Case Management) โดยทีมสหวิชาชีพในบริบทชุมชนกึ่งเมือง
กรุงเทพมหานคร: มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของเด็กและพ่อแม่วัยรุ่นใน "ชุมชนเมืองที่ไม่จดทะเบียน" ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางตกสำรวจที่ขาดสิทธิและสวัสดิการของรัฐ โดยให้คนในชุมชนพาเข้าถึงระบบความช่วยเหลือ
จังหวัดนครศรีธรรมราช: เชื่อมโยงเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์ ระดับจังหวัด เพื่อลบล้างช่องว่างการประสานงาน และร่วมกันจัดการช่วยเหลือเชิงรายกรณีอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ นางสาวจิตติมา ยังได้ระบุถึงอุปสรรคเชิงระบบที่เป็นคอขวดสำคัญในการทำงาน ได้แก่ ความขัดแย้งของเกณฑ์อายุตามกฎหมาย 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (กำหนดอายุน้อยกว่า 19 ปี), พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก (กำหนดอายุน้อยกว่า 18 ปี) และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน (กำหนดอายุน้อยกว่า 25 ปี) ซึ่งนิยามที่เหลื่อมกันนี้ส่งผลให้พ่อแม่วัยรุ่นหลายรายหลุดออกจากเกณฑ์การได้รับสวัสดิการและการคุ้มครอง จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐเร่งปรับเปลี่ยนและปลดล็อกเกณฑ์อายุของกฎหมายเหล่านี้ให้เชื่อมโยงและคุ้มครองวิถีชีวิตจริงของเยาวชนอย่างครอบคลุม
สอดรับกับภาพการทำงานเชิงลึกที่สะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านเวทีเสวนาในหัวข้อ “ช่องว่าง โอกาสและแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นและครอบครัวที่รอบด้านอย่างมีส่วนร่วม” โดย นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวถึงประเด็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” จากกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ สะท้อนผ่านสถิติผู้ขอรับคำปรึกษาปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมผ่านสายด่วน 1663 ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี เฉพาะในปี 2568 มีผู้โทรปรึกษากว่า 60,000 ราย (เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี กว่า 10,000 ราย) และในกลุ่มผู้ที่ทราบว่าตั้งครรภ์แล้วกว่า 50,000 ราย พบว่าอยู่ในระบบประกันสังคมสูงถึง 36% ขณะที่ผู้มาปรึกษากว่า 94.8% จำเป็นต้องตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์
ขณะที่ปัญหาหลักที่หนักที่สุดตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาคือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจและความยากจน (50%) และผู้ขอรับคำปรึกษา 49% ระบุว่าการตั้งครรภ์เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เนื่องจากทัศนคติของนายจ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มกิจการขนาดเล็ก ที่มองว่าการตั้งครรภ์เป็นภาระ ลดประสิทธิภาพการทำงาน จึงมักงดให้ทำสวัสดิการการทำงานล่วงเวลา (OT) หรือถูกบีบให้ออกจากงาน แม้กฎหมายแรงงานจะห้ามเลิกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์ แต่ช่องว่างทางกฎหมายยังเปิดให้นายจ้างอ้างเหตุผลอื่นในการเลิกจ้างได้ เช่น อ้างว่าลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือสถานประกอบการไม่มีเงินจ้าง
นายสมวงศ์ ยังให้ข้อเสนอแนะ การปฏิรูปสิทธิประโยชน์ประกันสังคม 3 ข้อหลัก ได้แก่
1.บริการรักษาและฝากครรภ์ : ให้สิทธิฝากครรภ์และรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่าย จากเดิมที่ให้เหมาจ่ายค่าฝากครรภ์เพียง 1,500 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับการฝากครรภ์คุณภาพ 8 ครั้ง
2.ค่าส่งเสริมคุณภาพชีวิตหลังคลอด : ปรับเงินค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท ให้เป็นเงินส่งเสริมคุณภาพชีวิตหลังคลอดที่แม่ทุกคนต้องได้รับ
3.เงินชดเชยรายได้ระหว่างตั้งครรภ์ : สนับสนุนเงินชดเชยรายได้เดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฝากครรภ์ (เดือนที่ 3) เพื่อชดเชยรายได้จาก OT ที่สูญเสียไป และจูงใจให้แรงงาน เข้ารับการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ
นายสมวงศ์ ระบุเพิ่มเติมอีกว่า จากจำนวนเด็กที่เกิดในระบบประกันสังคมประมาณ 1.48 แสนรายต่อปี ข้อเสนอดังกล่าวจะใช้งบประมาณไม่เกิน 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอยู่ในศักยภาพที่กองทุนประกันสังคมสามารถบริหารจัดการได้จากรายได้เฉลี่ยกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันประกันสังคมยังเลือกที่จะไม่ดำเนินการ









No comments:
Post a Comment