เครือข่ายภาคประชาชน เสนอร่าง พ.ร.บ. ความรุนแรงในครอบครัว ในสภาฯ ย้ำยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง กฎหมายต้องครอบคลุมความรุนแรงใน ‘คู่รัก’ ด้าน สส. ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เรียงหน้าอภิปรายสนับสนุนให้เร่งแก้กฎหมาย หวัง สส.ทุกพรรค โหวตรับร่างภาคประชาชน
เมื่อเร็วๆนี้ ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ ตัวแทนเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคม 15 องค์กร เดินทางเข้าชี้แจง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ... ฉบับภาคประชาชน ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณารับหลักการ วาระที่ 1 โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ มีประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งร่วมเข้าชื่อเสนอ รวมทั้งสิ้น 23,989 คน เป็นการร่างกฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยในการประชุมครั้งนี้ มีร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกันอีก 5 ร่าง ได้แก่ ร่างของคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์
ดร. วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ในฐานะผู้แทนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับภาคประชาชน ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนฯ ถึงเหตุผลความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องจัดทำร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ โดยระบุว่า กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับมาเกือบ 20 ปี เป็นกฎหมายที่ยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ เพราะเน้นไกล่เกลี่ยให้คู่กรณียอมความและคืนดีกัน แทนที่จะคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ ซึ่งขัดกับหลักการสากล โดยคณะกรรมการ CEDAW แห่งสหประชาชาติได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานฉบับที่ 8 ของประเทศไทยในปี 2568 และพบว่า ผู้หญิงและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในประเทศไทย ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพิงกระบวนการไกล่เกลี่ยเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถยุติวงจรปัญหาความรุนแรงได้
ดร. สิรินทิพย์ สมใจ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ซึ่งร่วมชี้แจงร่างภาคประชาชนต่อสภาฯ กล่าวว่า จุดเน้นของร่างภาคประชาชน คือการขยายนิยาม “บุคคลในครอบครัว” ให้ครอบคลุมกรณีความรุนแรงในคู่รัก โดยไม่จำกัดว่าเป็นคู่รักต่างเพศหรือเพศเดียวกัน และไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้ที่พักอาศัยร่วมชายคาเดียวกันหรืออยู่กินกันฉันคู่สมรสเท่านั้น นอกจากนี้ ร่างของภาคประชาชนยังกำหนดให้มีการแต่งตั้ง ‘ผู้จัดการรายกรณี’ ภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่รับแจ้งเหตุ และให้มี ‘คณะทำงานสหวิชาชีพ’ ร่วมให้บริการและความคุ้มครองแก่ผู้ถูกกระทำรุนแรงอย่างรอบด้านและครบวงจร และร่างภาคประชาชนยังเน้นย้ำหลักการ ให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องถือเอาผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมายด้วย
ด้าน นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล หนึ่งในคณะผู้ชี้แจงร่างกฎหมายภาคประชาชน ระบุว่า สถิติข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่รวบรวมโดยมูลนิธิฯ พบว่า ในปี 2568 มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 1,021 ข่าว เป็นการทำร้ายจนบาดเจ็บ 474 ข่าว และการฆ่าหรือทำร้ายจนเสียชีวิตถึง 383 ข่าว ในจำนวนนี้ 1 ใน 4 หรือ 121 ข่าว เป็นกรณีแฟนหรือคู่รักทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และอีก 52 ข่าวเป็นคนที่ถูกคู่รักฆ่าหรือทำร้ายจนเสียชีวิต สะท้อนว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนับวันจะยิ่งทวีความร้ายแรงมากขึ้น ขณะที่กฎหมายความรุนแรงในครอบครัวฉบับ พ.ศ. 2550 ยังมีช่องว่าง เพราะไม่นับรวม ‘คู่รัก’ ว่าเป็นบุคคลในครอบครัวที่พึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้คู่รักที่ประสบปัญหาความรุนแรง ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพและความช่วยเหลืออื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
“ในการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายครั้งนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ลุกขึ้นอภิปรายเป็นจำนวนกว่า 40 คน โดยส่วนใหญ่สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ทั้งนี้ คาดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะประชุมลงมติรับหลักการร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับต่าง ๆ ในวันพุธที่ 23 กันยายนนี้ เครือข่ายหวังว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติรับร่าง พ.ร.บ.ของภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่วมกับกับทั้ง 5 ร่าง เพื่อให้เกิดความรอบคอบสามารถนำประสบการณ์การทำงานที่เห็นจุดอ่อนของกฎหมายเดิมมาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นางสาวอังคณา กล่าว








No comments:
Post a Comment