นักวิชาการ วอนหน่วยงานรับทบทวนกฎหมาย คุมเข้ม “น้ำท่อม” หลังพบหนุ่มสองแถวซดไป ขับไป พุ่งชนคนดับ บี้ “อย.” อย่าปัดพ้นหน้าที่ อ้างไม่เข้าเกณฑ์พ.ร.บ.อาหาร ทั้งที่ของจริงผสมสูตร ทั้งแต่งสี แต่งกลิ่น เติมน้ำหวาน “ตำรวจ” ต้งอตีของเป็น “ของเมา” ตามกฎหมายจราจร
จากกรณีเกิดอุบัติเหตุรถสองแถวโดยสารสีส้ม สายบางบ่อ-สำโรง พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าอย่างรุนแรงบนถนนเทพารักษ์ กม.17 จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้สองสามีภรรยาที่นั่งมาด้วยกันบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่นายสมคิด อายุ 27 ปี คนขับรถสองแถวคันดังกล่าว อยู่ในสภาพตาเยิ้มแดงกล่ำ พูดจาสับสน สภาพเหมือนคนเมา ยอมรับว่าดื่มน้ำกระท่อมระหว่างขับรถ และเพิ่งพ้นโทษใน “ข้อหาขับเสพ” ออกมาได้เพียง 2 เดือน ก่อนมาเช่ารถสองแถวขับและเกิดเหตุดังกล่าว ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า แม้ตรวจร่างกายไม่พบแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด แต่จากพฤติการณ์และเจ้าตัวให้การยอมรับเรื่องดื่มน้ำกระท่อม เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ล่าสุด นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า น้ำต้มใบกระท่อมมีสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หากเสพในปริมาณน้อยจะมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้กระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกหิว ทำให้สามารถทำงานได้นาน แต่หากเสพในปริมาณมาก จะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ง่วงซึม มึนเมา การตอบสนองช้าลง และปัญหาคือ ตาม พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. 2565 เน้นการส่งเสริมให้กระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ขาดมาตรการควบคุมการขายน้ำกระท่อมที่เหมาะสม ส่งผลทำให้มีการขายน้ำกระท่อมอย่างแพร่หลายในชุมชน ทำให้เด็ก เยาวชน คนวัยทำงานสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ ยังไม่มีการควบคุมการผลิตหรือจำหน่ายสารสกัดจากใบกระท่อมซึ่งมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จึงทำให้พบการโฆษณา ส่งเสริมการขายน้ำกระท่อมผ่านทางออนไลน์จำนวนมาก
นายไพศาล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เคยทำหนังสือเวียนถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่อ้างถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความว่า “น้ำต้มใบกระท่อมที่ไม่มีการปรุงหรือผสมสิ่งอื่น อยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.พืชกระท่อม โดยไม่ถือเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สุขภาพ น้ำต้มใบกระท่อมจะไม่อยู่ในความรับผิดชอบของ อย.” ซึ่งตนมองส่าแนวทางการตีความของ อย.ข้างต้นไม่สอดคล้องกับคำตัดสินของศาลในหลายคดี ซึ่งมีการตัดสินว่าผู้ผลิตหรือขายน้ำต้มใบกระท่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร ประกอบกับในข้อเท็จจริงแล้ว น้ำต้มใบกระท่อมที่ผลิตหรือขายทั้งในชุมชนและออนไลน์ มักพบส่วนประกอบอื่น เช่น น้ำตาล สารให้ความหวาน น้ำอัดลม ยาแก้ไอ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทบางชนิด ยาเสพติด การเติมสี ปรุงแต่งกลิ่นรส
ดังนั้น ตนขอให้กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข ปรับปรุง ประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ.2568 ใน 2 ประเด็นคือ 1.ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมผ่านสื่อออนไลน์ 2.ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในบริเวณตลาด ปั๊มน้ำมัน สถานีขนส่งสาธารณะ ร้านอาหาร และห้ามขายริมทาง ทางเท้า และขอเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งควรตีความว่า การดื่มน้ำกระท่อมถือเป็นของเมาอย่างอื่น ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เพื่อป้องกันปัญหาคนใช้รถใช้ถนนมีการดื่มน้ำกระท่อมจนมีอาการมึนเมาซึ่งนำมาสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ยกเว้นกรณีผู้ขับขี่ที่เคี้ยวใบกระท่อมไม่ควรถือเป็นการบริโภคของเมาอย่างอื่น เพราะมีปริมาณสารไมทราไจนีนน้อยกว่าน้ำต้มกระท่อมมาก
“อย.ควรมีบทบาทในการคุ้มครองผู้บริโภคและสุขภาพของประชาชนที่บริโภคน้ำต้มใบกระท่อมและผลิตภัณฑ์กระท่อม ไม่ควรตีความกฎหมายว่าน้ำต้มกระท่อมไม่ถือเป็นอาหารตาม พ.ร.บ.อาหาร ไม่อยู่ในความดูแลของ อย. และ อย.ไม่ควรอนุญาตให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของกระท่อมทุกกรณี และไม่ควรอนุญาตให้มีการผลิต จำหน่ายขนมขบเคี้ยว ลูกอมที่มีส่วนประกอบของกระท่อมหรือไมทราไจนีน เพราะเสี่ยงที่เด็กอาจจะบริโภคได้”นายไพศาล กล่าว
นายไพศาล ยังกล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอระยะยาว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงสาธารณสุข ควรทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. 2565 และศึกษาผลดี ผลเสีย หรือผลกระทบของพืชกระท่อม และ พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. 2565 อย่างรอบด้าน เพื่อแก้ไขจุดอ่อนในประเด็นเหล่านี้ โดยควรกำหนดให้การออกใบอนุญาตผลิต ขายใบกระท่อม น้ำต้มใบกระท่อมและผลิตภัณฑ์กระท่อมที่รัดกุม ห้ามการโฆษณา การส่งเสริมการขายน้ำต้มกระท่อม ผลิตภัณฑ์กระท่อมทุกกรณี





No comments:
Post a Comment