“ใบตอง ใบเงิน” ตู้ ATM หน้าบ้านของชาวนครพนม หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ - Thailand Times

Breaking


Post Top Ad

Tuesday, 24 February 2026

“ใบตอง ใบเงิน” ตู้ ATM หน้าบ้านของชาวนครพนม หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

“ใบตอง ใบเงิน” ตู้ ATM หน้าบ้านของชาวนครพนม

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) 

หากเอ่ยถึงจังหวัดนครพนม ภาพจำของผู้คนมักผูกโยงกับศรัทธาที่มีต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์กสำคัญริมฝั่งโขง ภายใต้วิถีความเชื่อนี้ ‘บายศรี’ คือเครื่องสักการะที่ขาดไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยใบตองปริมาณมาก ไม่เพียงเท่านั้น นครพนมยังเป็นเมืองที่มีอาหารขึ้นชื่ออย่าง ‘หมูยอ’ ‘แหนม’ และโดยเฉพาะ ‘กะละแม’ ที่มีความต้องการใช้ใบตองสูงถึง 7 ล้านแผ่นต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่า “ใบตอง” คือตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดนครพนม อีกทั้งพื้นที่จังหวัดที่เต็มไปด้วยสวนกล้วยตามหัวไร่ปลายนา ทว่าใบตองส่วนใหญ่ที่ใช้ในจังหวัดกลับต้องนำเข้ามาจากจังหวัดใกล้เคียงสัปดาห์ละหลายตัน เม็ดเงินจึงไหลออกนอกพื้นที่อย่างน่าเสียดาย สถานการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “ธุรกิจรวบรวมใบตอง” ในพื้นที่ 

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ นางปวีณา อ้วนจี ที่เดิมเคยเปิดร้านเสริมสวย แต่เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก จึงหันมาขายมะม่วงและกล้วยที่ตลาดโต้รุ่งในจังหวัดนครพนม โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบตองมากนัก จนกระทั่งมีโอกาสลงสำรวจตลาดใบตองในพื้นที่อย่างจริงจัง ทำให้พบว่าใบตองไม่ใช่เพียงเศษวัสดุทางการเกษตรที่ไร้ประโยชน์ แต่คือ “ใบเงิน” ที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้จริง แนวคิด “ฝายชะลอเงิน” จึงเกิดขึ้น เพื่อกั้นไม่ให้เงินไหลออกนอกจังหวัด แต่ให้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ด้วยการให้ชุมชนปลูกและรวบรวมใบตองใช้กันเอง นางปวีณาจึงผันตัวเข้าสู่เส้นทางธุรกิจใหม่ในฐานะ “ผู้รวบรวมใบตอง” อย่างเต็มตัว


“ความสำเร็จของธุรกิจรวบรวมใบตองจังหวัดนครพนมสะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จากเดิมที่มูลค่าการซื้อขายใบตองในพื้นที่ไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันใบตองสดถูกส่งออกขายวันละ 200 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียนราว 30,000 บาทต่อเดือน โดยเกษตรกรผู้ปลูกใบตองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8,000 – 9,000 บาท บางรายใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงหลังเสร็จงานประจำตัดใบตองขายเป็นรายได้เสริมได้ถึงวันละ 300 บาท ส่วนผู้รวบรวมมีกำไรประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน เฉพาะจากการรวมรวมใบตองสด โดยตั้งเป้าไว้ว่าหากเข้าถึงการแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแมได้มากขึ้นจะสามารถเพิ่มรายได้ให้เครือข่ายธุรกิจขึ้นอีก”

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการทำเพียงลำพัง นางปวีณาได้ชักชวนคนในหมู่บ้านจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนรวบรวมสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ” เพื่อยกระดับการทำงานจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการวางแผนและวิเคราะห์ตลาดร่วมกัน ใช้บทบาท “ผู้รวบรวม” เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดผู้ใช้งานจริง โดยคำนึงถึงการสร้างความเชื่อมั่นและการควบคุมคุณภาพผลผลิต เน้นรวบรวมใบตองที่สดใหม่แล้วส่งออกขายวันต่อวัน สร้างมาตรฐานสินค้าผ่านการ “คัดแยกเกรด” ตามการใช้งานเพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ เกรด A ใบตองตานีคุณภาพสำหรับทำบายศรีที่ขายได้ถึงก้านละ 8-10 บาท เกรด B ใบตองกล้วยน้ำว้าสำหรับห่อหมูยอ ราคาก้านละ 3-4 บาท ส่วนใบตองอ่อน ราคาก้านละ 5-6 บาท เกรด C เป็นเกรดรวมสำหรับห่อแหนม ราคาก้านละ 3 บาท และเกรดสำหรับส่งแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแม ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้ใบตองขายได้ราคาดีกว่าการขายแบบเหมาสวน และผู้ประกอบการก็ได้วัตถุดิบที่ตรงกับความต้องการ

แม้จะมองเห็นโอกาส แต่การลงมือทำโดยปราศจากองค์ความรู้ที่ถูกต้องก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลว นางปวีณายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ผลจากการทำธุรกิจ... เจ๊ง!’ ในช่วงแรกที่พยายามแปรรูปใบตองด้วยตนเองและไม่สามารถบริหารจัดการเงินได้ จนกระทั่งได้เข้าร่วมโครงการ “ธุรกิจปันกัน” รุ่นที่ 3 ของสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ซึ่งได้มอบหลักการประกอบธุรกิจที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริง ได้แก่

1.ใช้ตลาดนำการผลิต สำรวจตลาดเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าก่อนที่จะเริ่มลงมือผลิต สอบถามผู้ประกอบการแต่ละรายถึงลักษณะใบตองที่ต้องการ จากนั้นจึงนำข้อมูลนี้ไปสื่อสารกับชุมชนให้ตัดใบตองได้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยนำเทคนิคนี้ไปใช้กับสินค้าทางการเกษตรอื่น ๆ ในท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแทนการผลิตตามใจ

2.ประเมินความเสี่ยง เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางธุรกิจ และความผันผวนของคุณภาพผลผลิตตามฤดูกาล กลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ คือ การสร้างตลาดรองรับ โดยนางปวีณาเล่าว่า หากวันใดที่ใบตองสดล้นตลาดหรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็ยังมีกลุ่มแปรรูปใบตองรีดสำหรับกะละแม ที่พร้อมรับซื้อใบตองทุกเกรดเพื่อนำไปรีดให้แห้ง ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 1-2 ปี เป็นหลักประกันว่าผลผลิตจากชุมชนจะมีที่ไปอย่างแน่นอน

3.แยกกระเป๋าเงินธุรกิจและครัวเรือน จากปัญหาที่เคยเผชิญคือ “เห็นตัวเลขแต่ไม่เห็นตัวเงิน” ซึ่งเกิดจากการไม่แยกเงินธุรกิจและเงินส่วนตัวออกจากกัน นางปวีณาจึงนำหลักการ “แยกกระเป๋าเงิน” มาปรับใช้อย่างเคร่งครัด หากมีรายรับเข้ามา 100 บาท จะถูกแบ่งออกเป็น ต้นทุน 40 บาท กำไร 60 บาท อย่างชัดเจน จากนั้นจึงนำกำไร 60 บาทมาจัดสรรเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน ใช้จ่ายส่วนตัว ชำระหนี้ และเก็บเป็นเงินออมสำหรับครอบครัวและต่อยอดธุรกิจ


เมื่อธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมีแบบแผนด้วยหลักธุรกิจปันกัน นางปวีณาเลือกที่จะส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนในฐานะวิทยากร ทั้งสอนการทำบัญชีรายรับรายจ่าย การออม และการแยกกระเป๋าเงิน พร้อมทั้งปลูกฝังวินัยการออมแก่เยาวชน ทั้งยังปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยนำหลักบริหารจัดการมาปรับเปลี่ยนจากการคัดแยกเกรดใบตองในขั้นตอนการรวบรวมเป็นการสอนให้เกษตรกรคัดแยกเกรดตั้งแต่ตอนตัดใบตองจากต้น เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง

“ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของคน คือ ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเงิน” นางปวีณากล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในชุมชนว่า นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็หันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินและเก็บออมเพื่ออนาคตมากขึ้น โดยวิสาหกิจฯ มีการจัดสรรเงินออมกลุ่มให้เป็นแหล่งทุนหมุนเวียนที่พึ่งพาได้สำหรับสมาชิก ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่นจากการรู้ว่าใบตองสามารถเปลี่ยนเป็นมูลค่าที่จับต้องได้ ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและถูกบอกต่อกันปากต่อปาก ส่งผลให้หลายครัวเรือนขยายจากการปลูกเพียง 2-3 ต้น สู่การปลูกเชิงพาณิชย์และยึดเป็นอาชีพหลัก จนเกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งทั่วทั้งจังหวัดนครพนม โดยนางปวีณาเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นและการมีตลาดรองรับที่แน่นอน ทำให้ต้นกล้วยในชุมชนเปรียบเสมือนเป็น “ตู้ ATM หน้าบ้าน” ที่สามารถเดินไปตัดใบตองมาส่งให้ผู้รวบรวมแลกเป็นเงินสดได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน สะท้อนถึงการสร้างรายได้ที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว

“หากไม่มีชุมชนผู้ผลิต หรือขาดคนกลางเชื่อมโยง ตลาดก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ การทำธุรกิจจึงไม่ใช่การยึดตนเองเป็นตัวตั้ง แต่คือการทำงานร่วมกัน เพื่อแบ่งปันโอกาสให้ชุมชนมีงานและรายได้ที่มั่นคง ขณะที่ตลาดก็ได้ของดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการ เพราะหัวใจสำคัญของธุรกิจปันกัน คือ การอยู่ร่วมกันอย่าง “เกื้อกูล” ทั้งชุมชน ผู้รวบรวม และตลาด ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการที่ทุกฝ่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และเห็นร่วมกันว่า ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่าง ‘ใบตอง’ คือ ‘ใบเงิน’ ที่ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนได้จริง” นางปวีณากล่าวทิ้งท้าย 


No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad


Pages