นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ยกบทเรียนจากภาพยนตร์ โฮเทล รวันดา สะท้อนสังคมไทย - Thailand Times

Breaking


Post Top Ad

Wednesday, 12 November 2025

นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ยกบทเรียนจากภาพยนตร์ โฮเทล รวันดา สะท้อนสังคมไทย

นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ยกบทเรียนจากภาพยนตร์ โฮเทล รวันดา สะท้อนสังคมไทย  ชวนตั้งสติ  หยุดความเกลียดชัง ที่จะนำไปสู่อาชญากรรม ขัดแย้งและสูญเสีย  ชี้สื่อมีส่วนสำคัญต้องไม่ล้ำเส้นมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน และผลประโยชน์สาธารณะ

คุณอังคณา  นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า  Hotel Rwanda สร้างจากเหตุการณ์จริงในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันดาเมื่อปี 1994 ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนถึงการสร้างความเกลียดชังและอคติทางชาติพันธุ์จนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นสื่อมีบทบาทมากในการโฆษณาชวนเชื่อและยุยงให้ชาวฮูตูเกลียดชัง และฆ่าชาวทุตซีโดยเรียกชาวทุตซี ว่า แมลงสาบ หรือ ศัตรูของชาติ ที่ต้องกำจัด โดยวิทยุจะประกาศชื่อ    ที่อยู่และสถานที่ซ่อนตัวของชาวทุตซี เพื่อให้ผู้ฟังไปตามฆ่า โดยไม่มีหน่วยงานหรือองค์การระหว่างประเทศเข้าแทรกแซงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้านคน


เหตุการณ์ความขัดแย้ง ไทย - กัมพูชา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงอคติทางชาติพันธุ์ การเผยแพร่ข้อความเท็จจากคนกลุ่มหนึ่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อกระแสหลัก ทำให้ดิฉันและอีกหลาย ๆ คนต้องตกเป็นเหยื่อความเกลียดชัง ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า ถูกแขวน ดิฉันจะคิดถึง ชายนิรนามคนนั้น คนที่ถูกแขวนที่ต้นมะขามบริเวณสนามหลวง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 คนที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ คนที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนไม่ดีและไม่สมควรมีชีวิตอยู่ทั้งที่ไม่มีใครรู้จักเขา และไม่มีหลักฐานว่า เขาทำอะไรผิด การสร้างศาลเตี้ย ทางสื่อสังคมเพื่อพิพากษาคนที่เห็นต่างจึงมักถูกนำมาอ้างเพื่อความชอบธรรมในการทำลาย คุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเราไม่ยุติ วาทกรรมเกลียดชัง ที่อาจนำไปสู่อาชญากรรมจากความเกลียดชัง วันหนึ่งคนที่เป็นเหยื่ออาจเป็นตัวคุณ คนที่คุณรัก หรือคนในครอบครัวคุณ


​ศาสตราจารย์สมชาย  ปรีชาศิลปะกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การตะโกนว่า “ไฟไหม้” ในโรงภาพยนตร์ย่อมไม่ใช่เสรีภาพในการแสดงความเห็น เฉกเช่นกับการตะโกนว่า “ระเบิด” บนเครื่องบิน ถ้อยคำในลักษณะเช่นนี้อาจนำมาสู่ความแตกตื่นและความเสียหายอย่างใหญ่หลวงติดตามมา แต่ไม่ใช่เพียงความเสียหายอันเห็นได้อย่างประจักษ์จากท่าทีดังกล่าว การแสดงความเห็นที่ลดทอนคุณค่าของมนุษย์ การให้ร้ายแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในลักษณะต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันภายในสังคมก็ล้วนส่งผลต่อการสร้างความรุนแรงในระยะยาวติดตามได้เช่นเดียวกัน  ไม่ใช่เพียงเท่านั้น การพยายามขยายความขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐ ให้ขยายไปครอบคลุมถึงผู้คนที่อาจไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วยการเหมารวมในฐานะที่เขาเป็นประชาชนของรัฐที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชาติของเราก็อาจเป็นการสร้างความบาดหมางที่ยากจะฟื้นฟูให้กลับคืนมาสู่ภาวะอันเป็นปกติในเร็ววัน

 

คุณวรา จันทร์มณี นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าภาพยนต์เรื่องนี้เตือนให้เราคิดถึงผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวของการแบ่งแยกและความเกลียดชังที่ฝังรากลึก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชังระหว่างคนที่คิดว่าตนเป็น “คนไทย” กับคนกัมพูชา หรือการดูถูกเหยียดหยามคนลาว คนพม่า คนแขก คนชาติพันธุ์ คนจน หรือคนที่ถูกมองว่าเป็น “คนอื่น” ที่ไม่ใช่พวกตน ก็ย่อมนำมาซึ่งการกดขี่คุกคาม เบียดขับ ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไม่แยแสว่าเขาก็มีชีวิตจิตใจ เขาก็เป็นคนเหมือนตนเอง ท่ามกลางความขัดแย้งเกลียดชังที่คุกรุ่น อาชีพหนึ่งที่จะเป็นสื่อกลางในการสร้างความรู้ความเข้าใจระหว่างกัน คือสื่อมวลชน สื่อมวลชนเป็นทั้งผู้ดับไฟและผู้สุมไฟ โดยในความขัดแย้งปัจจุบัน เราจะเห็นสื่อจำนวนมากถูกตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณ สื่อคำนึงแต่ยอดดู แต่ไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม หรือคนที่ต้องตกเป็นเหยื่อ มีสื่อจำนวนมากยุยง ปลุกปั่น หั่นความจริง และปลุกอุดมการณ์ชาตินิยมให้คนคลั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีความขัดแย้งไทยกัมพูชาล่าสุด สื่อมวลชนไม่น้อยลืมหลงในภารกิจทางศีลธรรมที่ต้องร่วมยกระดับสังคม สื่อต้องทำหน้าที่เป็นกระจกคอยตรวจสอบสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างซื่อตรง รอบด้าน เป็นธรรม โดยปราศจากอคติ และเป็นไฟฉายส่องทาง วิเคราะห์ แยกแยะ เป็นพื้นที่กลางที่จะนำเสนอทางออกที่ดีแก่สังคม สื่อต้องทำหน้าที่ดับไฟ ให้สติกับสังคม ไม่ใช่เติมเชื้อไฟ

 

ด้านคุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก  กล่าวว่า บ้านกาญจนาภิเษก คือ หน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม นวัตกรรมของบ้านกาญจนาภิเษก มุ่งเป้าที่การเปลี่ยนวิธีคิดหรือเปลี่ยน mindset ไม่ใช่การเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมายยืนยันว่า “การเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ได้วิธีคิด  แต่การเปลี่ยนวิธีคิดได้พฤติกรรม  สำหรับทุนหลัก ทุนใหญ่ ของการเปลี่ยนวิธีคิดคือการเรียน “วิชาชีวิต” ซึ่งประกอบด้วยการขบคิด ตีความ หาทางออก เห็นความเชื่อมโยง เห็นห่วงโซ่ความเสียหาย ที่สำคัญเห็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจผ่านกรณีศึกษาต่างๆ เช่น ข่าว บทความ บทสัมภาษณ์ คลิป ข้อมูลจากสื่อออนไลน์รวมถึงการดูหนัง ป้าดูหนังแต่ละเรื่อง 3 – 5 รอบ เพื่อหาเชื้อโรคในหนัง เช่น เซ็กส์ ความรุนแรงหรือด้านมืดในมิติต่างๆ การนำหนังมาอยู่ในพื้นที่วิชาชีวิตของบ้านกาญจนาภิเษกคือศาสตร์ คือการและเปลี่ยนเชื้อโรคให้เป็นวัคซีนโดยการ ตั้งคำถาม เพื่อให้เยาวชนขบคิดหรือกิน จากนั้นก็พูดคุย แลกเปลี่ยนหรือย่อย สุดท้ายคือการเขียนหรือคาย กระบวนการ “กิน - ย่อย - คาย” ที่อยู่ในทุก วิชาชีวิตของที่นี่รวมถึงการดูหนังจะทำหน้าที่ “เปลี่ยนเชื้อโรคในหนัง – ในสื่อให้เป็นวัคซีน

​โฮเทล รวันดา เป็นหนึ่งในหนังร้อยกว่าเรื่องที่เป็นนวัตกรรมการดูหนังของบ้านกาญจนาภิเษกและมีอิมแพค (Impact) อย่างเสมอต้นเสมอปลายของการนำมาฉายทุกครั้ง แต่ถ้าพูดอย่างแฟร์ๆ หนังทุกเรื่องมีอิมแพคหมด เนื่องจากฐานการคิด การออกแบบการดูหนังพุ่งเป้าไปที่การเรียนวิชาชีวิต ไม่ใช่ดูเพื่อฆ่าเวลาหรือดูเพื่อความบันเทิง นี่คือตัวอย่างคำถามงานกลุ่มที่เยาวชนต้องร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมหาคำตอบหลังจากดูหนังโฮเทล รวันดาจบลง “หลังจากชมภาพยนตร์จบแล้วคิดว่าการเรียกตุสซี่ ว่าแมลงสาป บวกกับการปลุกเร้าทางรายการวิทยุของชาว ฮูตู  เกี่ยวข้องกับความเกลียดชัง ความรุนแรงและไกลไปถึง สงครามล้างเผ่าพันธุ์ อย่างไรครับ” และคำถามงานเดี่ยว  “การที่บ้านกาญจนาภิเษก ปักหมุดหมายการเดินทางไว้ชัดเจนว่า ที่นี่ไม่มีพื้นที่ให้ความรุนแรงและจะไม่มีตลอดไป ผมรู้สึกขัดแย้งมั้ยครับในฐานะที่ผมเป็นวัยรุ่นและอาจเคยอยู่ในพื้นที่การใช้ความรุนแรงมาก่อน ช่วยยืนยันจุดยืนของผมด้วย”

 

​คุณจะเด็จ  เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน กล่าวว่า ชนชั้นนำทั้งไทยและกัมพูชา ใช้อินฟูเอนเซอร์ ที่บอกตัวเองว่าเป็นคนดี ปลุกกระแสชาตินิยม ที่ทั้งสองประเทศเคยขัดแย้งมาในอดีต มาใช้ประโยชน์ในการโจมตีกัน ทำให้ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ และคนธรรมดาขัดแย้งกันด้วย  เราก็จะเห็นประชาชนทั้งไทย และกัมพูชา ไล่ล่าโจมตีกันทั้งในออนไลน์และในชีวิตจริง และชนชั้นนำก็ได้ประโยชน์เพราะประชาชนได้ลืมตั้งคำถามกับชนชั้นนำ ลืมตั้งคำถามกับระบบ  แต่กลับขัดแย้งกันเอง ทั้งๆที่ดูประวัติศาสตร์ในอดีตแล้วในดินแดนไทยและกัมพูชานั้นมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมมานาน ไทยหรือสยามในอดีต ภาษาเขมรหรือวัฒนธรรมเขมรเราก็เอามาปรับใช้ เขมรก็ใช้วัฒนธรรมไทยมาปรับใช้ และเดินทางอพยพ แต่งงานกัน  เหมือนพี่น้องกัน และมีงานวิจัย DNA ที่คนไทยภาคกลางอีสาน เหนือ ใต้มีพันธุ์กรรม ไทกะได มอญ เขมร อยู่  ดังนั้นการสร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนจึงไม่เป็นประโยชน์ในโลกยุคใหม่  ที่ต้องอยู่ร่วมกันไปมาหาสู่กันมากกว่าที่จะขัดแย้งกัน  คนที่ได้ประโยชน์คือชนชั้นนำ ทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจส่วนตัว และผลประโยชน์ทางการเมือง  ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากความขัดแย้งนี้ เพราะวันหนึ่งเราก็ต้องสัมพันธ์กันอยู่ดี  ยังคงต้องทำมาหากิน




No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad


Pages